คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
ขึ้นชื่อว่าทำอะไร “ย้อนแย้ง” และดูไม่สมเหตุสมผลอยู่บ่อย ๆสำหรับประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” คล้ายกับลืมคิดไปว่าสิ่งที่ทำไปนั้น สุดท้ายแล้วมันสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมา และส่งผล “ตีกลับ” ทำให้มาตรการบางอย่างที่ทำไปแล้วล้มเหลว ไม่บรรลุเป้าหมาย
ตัวอย่าง เช่น การจับมืออิสราเอลทำสงครามถล่ม “อิหร่าน” ในครั้งนี้ ทรัมป์ต้องยอมอนุญาตให้ประเทศต่าง ๆ เช่น อินเดีย ซื้อน้ำมันจากรัสเซีย จากเดิมที่ทำการแซงก์ชั่นรัสเซียที่ไปรุกรานยูเครน หลังจากอิหร่านตอบโต้รุนแรงด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญแห่งหนึ่งของโลก
ซ้ำร้ายกว่านั้น สงครามอิหร่านทำให้ประเทศในตะวันออกกลาง (หากเรียกตามภูมิศาสตร์ก็คือ เอเชียตะวันตก) ที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐอเมริกา ต้อง “เสียหาย” อย่างหนัก เมื่อประเทศเหล่านี้ เช่น กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) บาห์เรน คูเวต ถูกอิหร่านโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธ ซึ่งไม่ได้เล็งเป้าทางทหารที่เป็นที่ตั้งของฐานทัพของอเมริกาเท่านั้น แต่ทำลายเป้าหมายเศรษฐกิจและพลังงานไปด้วย ทำให้อาจใช้เวลานานกว่าจะฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิม
หลังจากประเทศรอบอ่าวเหล่านี้ถูกโจมตี ทรัมป์ยอมรับว่า “ประหลาดใจ” ที่อิหร่านตอบโต้ด้วยวิธีนี้ อันสะท้อนว่าทรัมป์และกองทัพสหรัฐขาดการประเมินที่รอบคอบว่า อิหร่านจะโต้กลับด้วยวิธีการใดบ้าง ซึ่งอาจรวมกรณีปิดช่องแคบฮอร์มุซด้วยที่ทางสหรัฐคาดไม่ถึง จนทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ กระทบต่อความเป็นอยู่และค่าครองชีพของชาวอเมริกันด้วย เมื่อราคาน้ำมันทะลุ 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอนเป็นครั้งแรกนับจากปี 2022 พร้อมกับความนิยมของทรัมป์ที่ตกต่ำอย่างหนักเหลือเพียง 36%
การสร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับพันธมิตรตะวันออกกลางในครั้งนี้ เกิดขึ้น 9 เดือนหลังจากทรัมป์เดินทางไปเยือน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และยูเออี รวดเดียว 3 ประเทศเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว (2025) ซึ่งสร้างเสียงฮือฮาพอสมควรกับการที่ทรัมป์เลือกเยือน 3 ประเทศนี้เป็นที่แรกหลังจากรับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 แทนที่จะไปหาอิสราเอล มิตรคู่หู
การเยือนดังกล่าว ทรัมป์ได้หอบเอาบรรดาซีอีโอของบริษัทเทคโนโลยีแถวหน้าของอเมริกาไปด้วย เช่น ซีอีโอของ OpenAI อเมซอน เพื่อร่วมลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ ซึ่งช่วยสานฝันของประเทศเหล่านี้ที่ต้องการจะเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเอไอโลก เพื่อเพิ่มทางเลือกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทนการพึ่งพารายได้จากน้ำมันที่เคยเป็นรายได้หลักตลอดมา
รายงานของซีเอ็นเอ็นชี้ว่า เมื่ออิหร่านยิงขีปนาวุธใส่ “ศูนย์ข้อมูล” ของอเมซอนทั้งในยูเออีและบาห์เรน ได้สร้างความชะงักให้กับโครงสร้างพื้นฐานของระบบ “คลาวด์” และบริการดิจิทัล ก็อาจทำให้บรรดาซีอีโออเมริกันเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง รวมทั้งความใฝ่ฝันของประเทศตะวันออกกลางที่จะเป็น “ฮับ” เอไอ ตกอยู่ในความไม่แน่นอนด้วยเช่นกัน
ก่อนเกิดสงครามอิหร่านนั้นผู้บริหารของบริษัทยักษ์ใหญ่อเมริกัน ทั้งอเมซอน ไมโครซอฟท์ และ OpenAI มองว่า ประเทศเหล่านี้เหมาะสมมาก เพราะมีพลังงานเหลือเฟือและราคาถูก แผ่นดินก็กว้างใหญ่เหมาะกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านเอไอ ซึ่ง “พอล มีกส์” หัวหน้าฝ่ายวิจัยเทคโนโลยีของฟรีดอม แคปิตอล มาร์เก็ตส์ ระบุว่า หากสงครามดำเนินต่อไปอีกสัก 2 เดือน นักลงทุนอาจต้องประเมินทุกอย่างใหม่
ก่อนฝันร้ายจากสงครามอิหร่านจะมาเยือน ความฝันของประเทศเหล่านี้เริ่มออกดอกออกผล เมื่อมีคำมั่นสัญญาจากนักลงทุนสนใจจะลงทุนเกี่ยวกับเอไอนับหมื่นล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกันประเทศเหล่านี้ก็เพิ่มเงินลงทุนของตัวเองด้วยอย่างมาก ซึ่งตามข้อมูลของบริษัทที่ปรึกษา การ์ตเนอร์ ประเมินว่า ณ เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ประเทศตะวันออกกลางลงทุนด้านเทคโนโลยีไปแตะระดับ 1.55 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเกือบ 70% โดยในจำนวนนี้ 9.5 พันล้านดอลลาร์ เป็นการลงทุนศูนย์ข้อมูล
เมื่อปีที่แล้ว ทรัมป์เป็นคนกลางในการทำข้อตกลงร่วมทุนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ระหว่างอเมซอน Nvidia และอีกหลายแห่งกับ Humain ซึ่งเป็นสตาร์ตอัพที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย เพื่อสร้าง “โรงงานเอไอ” ส่วนในยูเออีนั้นมีการลงนามร่วมทุนสร้าง “คอมเพล็กซ์” ศูนย์ข้อมูลใหญ่ที่สุดนอกอเมริกา ในอาบูดาบี เมืองหลวงของยูเออี
นักกลยุทธ์ภูมิศาสตร์ของแอตแลนติก เคาน์ซิล ในวอชิงตัน กล่าวว่า การที่อิหร่านขู่จะทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับบริษัทอเมริกัน ตั้งแต่ทำลายโรงกลั่นน้ำมัน ไปจนถึงโรงกลั่นน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืด อาจส่งผลกระทบต่อศูนย์ข้อมูล ซึ่งเป็นกิจการที่ต้องใช้พลังงานและน้ำอย่างเข้มข้น ทำให้การลงทุนศูนย์ข้อมูลตกอยู่ในความไม่แน่นอน
“ที่ผ่านมาการปกป้องศูนย์ข้อมูลมักเน้นไปที่การปกป้องจากการถูกโจมตีทางไซเบอร์ ไม่ใช่ปกป้องจากการถูกถล่มด้วยโดรนหรือขีปนาวุธ ที่สร้างความเสียหายทางกายภาพ”
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางคนก็เชื่อว่า ความได้เปรียบในเชิงพื้นฐานของตะวันออกกลางยังคงอยู่ เพราะมีน้ำมันมาก มีเงินทุนที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลชนิดที่ไม่มีใครเทียบได้ พวกเขาอาจจะยิ่งตั้งปณิธานแน่วแน่ว่า ต้องเดินหน้าต่อไป
อิหร่านมุ่งโจมตี “กล่องดวงใจ” ทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะเห็นได้ว่าในบรรดาประเทศตะวันออกกลาง 11 ประเทศที่ถูกอิหร่านโจมตีเพื่อแก้แค้นสหรัฐนั้น ยูเออีถูกโจมตีหนักที่สุด ซึ่งหากนับถึงเพียงแค่วันที่ 13 ของสงคราม ยูเออี โดนยิงด้วยขีปนาวุธ 283 ลูก โดรน 1,514 ลำ เกือบจะเท่าอิสราเอลที่เป็นคู่สงครามโดยตรง
เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะยูเออี อยู่ในโลเกชั่นสำคัญที่สามารถกดดันอเมริกาได้ทันที สามารถสร้างความชะงักให้กับการขนส่งน้ำมัน สร้างความไม่มั่นคงให้ตลาดการเงินและบริษัทอเมริกัน เพราะยูเออีวางสถานะตัวเองเป็นสะพานเชื่อมระหว่างตะวันตกและตะวันออก เป็นอนาคตด้านการเงิน โลจิสติกส์ การบินและเทคโนโลยีของภูมิภาค
ไม่ผิดนักที่จะกล่าวว่า ทรัมป์ช่วยตะวันออกกลางสร้าง “ฮับ” เอไอ แต่ก็ทุบด้วยมือตัวเองเช่นกัน
อ่านข่าวต้นฉบับ: ทรัมป์ สร้างแล้วทุบด้วยมือ ‘ดับฝัน’ ตะวันออกกลาง ‘ฮับเอไอ’