รัฐบาลเร่งดันมาตรการแก้วิกฤตพลังงาน เข้า ครม. 11 เม.ย. หลังแถลงนโยบาย คลังลุยกวาดทุกเก๊ะหาเงิน คลอดแพ็กเกจดูแลประชาชนฝ่าวิกฤตน้ำมันแพง ชี้งบฯกลางเหลือไม่ถึง 3 หมื่นล้าน แจงไล่เบี้ยทุกเม็ด “งบฯดูงานต่างประเทศ-เงินกองทุนหมุนเวียนส่วนเกิน” ยื้อเต็มที่หวังกู้น้อยที่สุด หวั่นหนี้สาธารณะทะลุเพดาน 70% ของจีดีพี เอกนิติดึง “สันติธาร เสถียรไทย” เสริมทีมเศรษฐกิจ ประกบคู่ “เบญจรงค์ สุวรรณคีรี” นั่งผู้ช่วย รมว.คลัง รับมือวิกฤตเศรษฐกิจ เดินหน้ารื้อโครงสร้างราคาพลังงาน-กดค่าการกลั่น
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์ปัจจุบันมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น จากการที่รัฐบาลจัดเก็บรายได้ได้น้อยลง ขณะที่รายจ่ายก็มีมากขึ้น แม้ว่าช่วง 5 เดือนแรก ภาพรวมรายได้จะยังไม่ต่ำเป้า แต่มองไปข้างหน้ามีโอกาสที่จะต่ำเป้าค่อนข้างมาก ดังนั้นการดำเนินนโยบายรัฐบาลเพื่อดูแลเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสงคราม ซึ่งกระทบต่อราคาน้ำมัน และจะกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งต้องพยุงเศรษฐกิจผ่านมาตรการต่าง ๆ ไม่ว่าจะโครงการคนละครึ่ง การเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม 7 มาตรการ จะต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก
ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่อาจจะต้องมีการกู้เงินมาดูแลด้วย แต่จำนวนเงินก็ต้องขึ้นกับความจำเป็น เพราะถ้ากู้มาก ก็ต้องขยายเพดานการกู้จากเดิมกำหนดไม่เกิน 70% ของ GDP ขยับขึ้นไปอีก เนื่องจากขณะนี้เหลือเพดานกู้เงินอีกแค่ 2-3 แสนล้านบาทเท่านั้น ตอนนี้ต้องพยายามดูให้ไม่เกินเพดาน เพราะไม่เช่นนั้นจะกระทบต่อความยั่งยืนทางการคลัง
ขณะเดียวกัน วงเงินที่เหลือส่วนหนึ่งก็ต้องดูแลราคาน้ำมัน ซึ่งถ้าออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ผ่อนผันให้กระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้ของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท หากกู้เต็ม 1.5 แสนล้านบาท จะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอีก 1% จากปัจจุบันอยู่ที่ 66% ของ GDP ซึ่งส่วนนี้จะต้องมีการปรับแผนบริหารหนี้สาธารณะ ปี 2569 เพื่อใส่วงเงิน 1.5 แสนล้านบาทไว้ในแผนด้วย ก็จะทำให้ช่องว่างที่จะกู้ได้น้อยลงไปอีก
“รัฐบาลกวาดเงินทุกเก๊ะ ตอนนี้งบฯกลางก็เหลือแค่ 2-3 หมื่นล้านบาท ส่วนที่จะออกพระราชบัญญัติ หรือ พ.ร.บ.โอนงบประมาณ จากหน่วยงานต่าง ๆ ก็ได้ไม่มาก เบื้องต้นได้แค่ 2-3 หมื่นล้านบาท โดยส่วนนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กำลังดูแลร่วมกับทางสำนักงบประมาณ ว่าจะโอนอะไรได้เพิ่มอีกไหม อย่างงบฯดูงานต่างประเทศ ที่สั่งให้งดเดินทางก็ต้องดึงมา รวมถึงเงินส่วนเกินของกองทุนหรือทุนหมุนเวียนต่าง ๆ อันไหนดึงมาได้ ก็ต้องดึงมาให้หมดพยายามทุกทาง แล้วค่อยมาดูว่า ถ้ายังไม่พอ จำเป็นต้องกู้ จะกู้เท่าไหร่”
แหล่งข่าวกล่าวว่า ช่วงนี้จำเป็นต้องมีการพยุงเศรษฐกิจ เพราะผลกระทบที่เข้ามาทำให้การทำธุรกิจก็ลำบาก ต้นทุนก็เพิ่มขึ้น ประชาชนก็ไม่อยากใช้เงิน เศรษฐกิจก็ฟุบ ซึ่งก็เหมือนกับช่วงที่เกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19
สำหรับการดูแลเสถียรภาพราคาน้ำมัน จะมีการเสนอพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ผ่อนผันให้กระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้ของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท เช่นเดียวกับเมื่อคราวเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน เมื่อปี 2565 เนื่องจากกองทุนน้ำมันฯมีศักยภาพกู้เองได้แค่ 20,000 ล้านบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ครม.อนุทิน 2 จากที่มีพระบรมราชโองการให้ประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี 35 คน จะเห็นครั้งนี้กระทรวงการคลัง มีนายเอกนิติ เป็นรัฐมนตรีว่าการเพียงคนเดียว โดยไม่มีรัฐมนตรีช่วยมาแบ่งงานใด ๆ ซึ่งถือว่าผิดไปจากปกติ ขณะที่รายงานข่าวระบุว่า นายเอกนิติ ได้ดึง ดร.สันติธาร เสถียรไทย Future Economy Advisor สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เข้าร่วมทีมทำงานด้านเศรษฐกิจ โดยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง รวมถึงเตรียมเสนอแต่งตั้ง ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลังอีกสมัยด้วย ทั้งนี้ เพื่อเข้ามาช่วยดูงานด้านเศรษฐกิจที่มีมาก และไม่มีรัฐมนตรีช่วย
ขณะที่ล่าสุด ดร.สันติธาร เสถียรไทย ได้ยื่นลาออกจากการเป็นกรรมการ กนง.แล้ว
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยวาระการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษในวันที่ 6 เมษายน ภายหลังเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตน จะมีวาระเบื้องต้น อธิบายวิธีการทำงานแก่รัฐมนตรีชุดใหม่ให้รับทราบ และการแต่งตั้งข้าราชการการเมือง เช่น ตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ โฆษกรัฐบาล รวมถึงมติเกี่ยวกับร่างแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเพื่อส่งไปยังรัฐสภาให้ สส.และ สว.เตรียมอภิปราย ในวันที่ 9-10 เมษายน
โดยขณะนี้มีการแจ้งกับรัฐมนตรีทุกคนว่าจะมีการประชุม ครม.นัดที่ 2 ในวันที่ 11 เมษายน ก่อนช่วงวันหยุดสงกรานต์ ซึ่งถือว่าเป็นการประชุม ครม.วาระปกตินัดแรก โดยคาดว่าจะเป็นการพิจารณาอนุมัติเรื่องเร่งด่วน โดยเฉพาะมาตรการแก้วิกฤตพลังงาน และมาตรการอำนายความสะดวกประชาชนช่วงเทศกาลสงกรานต์ เช่น ยกเว้นค่าผ่านทาง แต่ทั้งนี้ หากมีสถานการณ์เร่งด่วนอาจจะขยับวันประชุมให้เร็วขึ้นกว่าที่กำหนด
แหล่งข่าวระบุว่า สำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ็คนละครึ่งิ เป็นสิ่งที่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย (ภท.) จะดำเนินการตามที่หาเสียงไว้ ส่วนงบฯดำเนินการเบื้องต้นต้องพิจารณาจากงบฯกลาง และการออก พระราชบัญญัติโอนงบประมาณ 2569 โดยจะนำงบประมาณที่ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ทันตามกำหนดโอนเข้ามาอยู่ในงบฯกลางรายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีจำเป็นเร่งด่วนเพื่อดำเนินการแก้วิกฤต แต่อาจจะไม่เพียงพอเพราะที่ผ่านมาประเทศไทยเผชิญปัญหาหลายอย่าง อาทิ น้ำท่วม สถานการณ์ชายแดน ซึ่งมีการใช้งบฯกลางไปส่วนหนึ่ง
ฉะนั้นการหาเงินของรัฐบาลเพื่อมาดำเนินการโครงการคนละครึ่ง วิธีพื้นฐานมี 2 อย่าง คือ 1.โอนงบประมาณรายจ่าย และ 2.กู้เงินมาดำเนินการ ซึ่งหากจะดำเนินการด้วยการกู้มี 2 วิธี คือ ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน หรือตราเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แต่ถ้าวิธีเร็วที่สุด จะต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพราะขั้นตอนดำเนินการเมื่อ ครม.มีมติให้กู้ จะนำความขึ้นทูลเกล้าฯ และเมื่อโปรดเกล้าฯ ลงมาก็สามารถประกาศบังคับใช้ได้ทันที จากนั้นค่อยรายงานต่อที่ประชุมสภา ส่วนการออก พ.ร.บ.ต้องรอให้ ครม.มีมติและไปขอสภาก่อนจึงค่อยนำความขึ้นกราบบังคมทูลเกล้าฯ ฉะนั้นหากดำเนินโครงการคนละครึ่งเร็วที่สุดอาจจะต้องออกเป็น พ.ร.ก.เงินกู้
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล อธิบายหลักการการออก พ.ร.ก.กู้เงินว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันรัฐบาลสามารถออก พ.ร.ก.เงินกู้ ได้เพราะเข้าเกณฑ์เข้าข่ายฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วน ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ ในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัย สาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ ซึ่งปัจจุบันถือเป็นสถานการณ์วิกฤต มากกว่าวิกฤตน้ำมันปี 1973 และปี 1979
อย่างไรก็ตาม ในการออก พ.ร.ก.เงินกู้ ทางกระทรวงการคลังก็มีความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะที่จะเกินเพดาน และจะกระทบฐานะการคลัง ที่จะส่งผลต่อเครดิตเรตติ้งประเทศไทย
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงเมื่อ 2 เมษายน หลังการประชุม คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ว่า คตร.ได้รับมอบหมายให้ศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการกำหนดโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา รวมถึงหลักเกณฑ์การคำนวณราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น และราคาขายให้ผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ มาตรา 7 มาตรา 10 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา
โดยในการประชุมได้เชิญโรงกลั่นเข้าชี้แจงข้อมูล โดยพิจารณาตัวเลขราคาน้ำมัน รวมถึงค่าการกลั่น และค่าการตลาด พบว่าสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างราคา โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของ “War Premium”
จากการตรวจสอบข้อมูลจริงพบว่าค่าการกลั่นที่กระทรวงพลังงานเสนอในปัจจุบันอาจอยู่ในระดับที่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังพบว่ามีต้นทุนบางส่วน เช่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ถูกนำมารวมในราคาขาย ซึ่งส่วนนี้สมควรถูกตัดออกไป ข้อสรุปเบื้องต้นจึงมอบหมายให้กระทรวงพลังงานกลับไปจัดทำตัวเลขใหม่ โดยไม่รวมต้นทุนดังกล่าว เพื่อให้ค่าการกลั่นสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น และมีแนวโน้มลดลง
ในส่วนของ War Premium แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลก โดยเฉพาะจากตะวันออกกลางจะถูกปรับเพิ่มขึ้นจากปัจจัยสงคราม แต่ในทางปฏิบัติโรงกลั่นไทยไม่ได้พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเหมือนในอดีต เนื่องจากมีการกระจายแหล่งนำเข้าไปยังตลาดอื่น เพื่อให้น้ำมันเพียงพอในประเทศไทยจึงจำเป็นต้องศึกษาว่า ต้นทุน War Premium ที่แท้จริงควรอยู่ในระดับใด โดยมอบหมายให้กระทรวงพลังงานหารือกับโรงกลั่น เพื่อหาข้อมูลต้นทุนที่แท้จริง และนำมาคำนวณค่าการกลั่นใหม่อย่างเหมาะสม ขณะเดียวกันในส่วนของค่าการตลาด ตัวเลขที่ปรากฏในปัจจุบันอาจมีความผันผวนทั้งสูงและต่ำในแต่ละช่วงเวลา จึงมอบหมายให้กระทรวงพลังงานไปคำนวณหาค่าการตลาดที่เหมาะสม
นายเอกนิติให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงโครงการคนละครึ่ง พลัส ว่า ขณะนี้ปลัดกระทรวงการคลัง และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) อยู่ระหว่างการพิจารณาออกแบบรายละเอียดโครงการ เงื่อนไขการใช้จ่าย และจะต้องดำเนินการเรื่องงบประมาณให้เรียบร้อยก่อน หลังจากนั้นจะเร่งเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาโดยเร็วที่สุด
“ยืนยันว่าคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 มีแน่นอน แต่ตอนนี้ยังอยู่ระหว่างการออกแบบโครงการ ซึ่งต้องพิจารณาหลายมิติ ทั้งเรื่องเม็ดเงินงบประมาณ วงเงินที่จะให้กับประชาชน โดยเบื้องต้นอาจจะให้เป็นก้อนเดียว แต่จะให้เท่าไร ต้องขอดูรายละเอียดก่อน โดยจะให้เป็นการใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชั่น รวมถึงจะมี AI เข้ามาเสริมทักษะของร้านค้าด้วย ตอนนี้ทุกส่วนกำลังเร่งดำเนินการ คาดว่าเมื่อเสนอ ครม.แล้ว น่าจะเริ่มดำเนินการได้ประมาณเดือน พ.ค.-มิ.ย.นี้ ”
ขณะที่ นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ประเด็นโครงสร้างราคาและค่าการกลั่นนั้น การคำนวณสต๊อกน้ำมัน (เก่า-ใหม่) ของโรงกลั่นใช้วิธี Mark to Market ซึ่งเป็นตามหลักสากลที่ใช้กัน ซึ่งโรงกลั่นก็ต้องยอมรับความเสี่ยงตรงนี้ด้วย ส่วนค่าการกลั่นก็ไม่ใช่กำไรสุทธิ แต่ครอบคลุมต้นทุนคงที่ต่าง ๆ เช่น ค่าน้ำค่าไฟ ค่าขนส่ง ค่าแรง และค่าบำรุงรักษา และต้นทุนเพิ่มเติมอย่างค่า War Premium ค่าประกันภัย ค่าน้ำมันดิบที่แพงขึ้นในช่วงสงคราม
อย่างไรก็ตาม ในช่วงวิกฤตนี้พบว่า ค่า War Premium ที่เพิ่มเข้ามา ส่งผลให้เกิดกำไรส่วนเกิน (Windfall) ทาง คตร.จึงเร่งพิจารณานำค่าการกลั่นเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 2.43 บาทต่อลิตร มาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา เพื่อดึงส่วนต่างนี้กลับมาชดเชยให้ประชาชน โดยได้เรียกโรงกลั่นหารือเพื่อหาจุดสมดุลแล้ว และได้รับความร่วมมือเบื้องต้นจาก ปตท. และบางจาก ซึ่งคาดว่าจะนำเรื่องเข้าที่ประชุมเพื่อสรุปตัวเลขได้ในวันที่ 6 เมษายน 2569 ก่อนจะพิจารณารูปแบบการช่วยเหลือต่อไปว่าจะเป็นการลดราคาให้ทันที หรือช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า เช่น กลุ่มเปราะบาง กลุ่มขนส่ง ทั้งนี้ ตัวเลข Windfall ในแต่ละเดือนมีความแตกต่างกัน
“วิกฤตการณ์ครั้งนี้ถือว่ารุนแรงมาก ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน โรงกลั่น ผู้ค้าน้ำมัน ผู้ประกอบการ และประชาชน กระทรวงพลังงานพยายามอย่างเต็มที่ในการหาจุดสมดุลเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการดึงกำไรส่วนเกินมาช่วยแบ่งเบาภาระ ซึ่งเชื่อมั่นว่าโรงกลั่นที่มีผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยจะให้ความร่วมมือ เพราะนี่คือเวลาที่ต้องช่วยคนไทยด้วยกัน เพื่อฝ่าฟันวิกฤตที่หนักหน่วงนี้ไปด้วยกันให้ได้” นายประเสริฐกล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับ: คลังลุยหาเงินรับวิกฤตนํ้ามัน ดึง‘สันติธาร’เสริมทีมรัฐบาล