ภาคเอกชน “ไม่ทน” แฉปัญหาคอร์รัปชั่นมาทุกรูปแบบ กลายเป็น “ต้นทุนใหญ่” ธุรกิจ เผยตัวการใหญ่ฉุดเศรษฐกิจไทยโตรั้งท้าย สินบนใต้โต๊ะทำลายความเชื่อมั่น-อุปสรรคดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ โจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งจัดการ ฟื้นฟูความเชื่อมั่นนักลงทุน กระทุ้งภาครัฐ “เปิดเผยข้อมูล” สกัดทุจริต จี้รัฐบาลใหม่ต้องชูธงแก้ปัญหา กกร.เตรียมเปิดข้อมูลสำรวจ “10 สินบนที่ภาคเอกชนต้องจ่าย”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่ประเทศไทยได้รับการประเมินดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชั่น (Corruption Perceptions Index : CPI) ประจำปี 2568 อยู่ที่ 33/100 อยู่ในอันดับ 116 ของโลก ต่ำสุดในรอบ 14 ปี และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 42 คะแนน สะท้อนภาพลักษณ์ความโปร่งใสที่ถดถอยอย่างมีนัยสำคัญ ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจ เพราะปัญหาคอร์รัปชั่นส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ และกระทบต่อขีดความสามารถการแข่งขันของธุรกิจไทย
ดังนั้น ที่ผ่านมาคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และเครือข่าย “กกร. และเพื่อนไม่ทน” ได้ออกมาเคลื่อนไหวและเรียกร้องให้รัฐบาล เร่งยกระดับมาตรการต่อต้านคอร์รัปชั่นให้สอดคล้องมาตรฐานสากล พร้อมนำเสนอมาตรการต่าง ๆ อย่างจริงจัง
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผลกระทบจากรายงานดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น (Corruption Perceptions Index : CPI) ที่ประเทศไทยได้คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาค ซึ่งปัญหาดังกล่าวจะมีผลกระทบ 3 เรื่องใหญ่ คือ 1.ความเชื่อมั่นต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในไทย จะมองไทยเป็นทางเลือกที่ดึงดูดน้อยกว่าประเทศเวียดนาม หรือประเทศเพื่อนบ้านอื่น
2.การทุจริตคอร์รัปชั่น ทำให้ภาคธุรกิจมีต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งต้นทุนที่สูงขึ้นจะถูกผ่องถ่ายไปยังผู้บริโภค รวมถึงเอกชนไทยที่จะออกไปลงทุนและแข่งขันกับต่างประเทศอาจจะทำได้ยากขึ้น และ 3.ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) จะถูกบีบจากการแข่งขัน เพราะหากเป็นธุรกิจรายใหญ่ยังสามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภค แต่ธุรกิจเอสเอ็มอีไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนได้ ซึ่งเป็นปัญหาความสามารถในการแข่งขัน และเป็นผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำสูงมากขึ้น
“ปัญหาคอร์รัปชั่นไม่ใช่ปัญหาเฉพาะแค่หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน แต่มีเรื่องของภาคประชาชนที่จะต้องช่วย โดยอยากให้รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาแก้ปัญหาเรื่องคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง ซึ่งจะช่วยให้ไทยสามารถเติบโตได้ เพราะเศรษฐกิจไทยตอนนี้แม้ว่าไตรมาสที่ 4/2568 ออกมาดีกว่าคาด แต่เราก็ยังรั้งท้ายประเทศอื่นอยู่ หากไม่ทำอะไรเลย ความเสี่ยงจากปัญหาคอร์รัปชั่นจะยิ่งแย่ลง ดังนั้น ปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นหนึ่งในปัญหาที่จะต้องเร่งแก้ไข”
แนวทางการแก้ปัญหาต้องประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1.หน่วยงานกลางตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ กฎหมายชัดเจน และมีการบังคับใช้จริง 2.ความร่วมมือจากภาคเอกชน จะเห็นว่าจากที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มีการผลักดันกรอบการดำเนินการต่อต้านคอร์รัปชั่น หากสามารถเดินหน้าได้จะเป็นเรื่องที่ดีมาก และ 3.ประชาชน ต้องทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาเรื่องคอร์รัปชั่น เพราะประเทศไทยในมุมมองของต่างชาติ เป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” จึงต้องร่วมมือทุกภาคส่วนในการแก้ปัญหา
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า รายงานดัชนีการรับรู้การทุจริตที่ออกมานั้น สะท้อนว่าไทยไม่มีความโปร่งใส ซึ่งเป็นเรื่องกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ เพราะเวลาที่ต่างชาติจะลงทุนจะพิจารณาจากเรื่องเหล่านี้ เช่น หากเทียบกับสิงคโปร์ หรือประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น ดัชนีคอร์รัปชั่นจะเป็นตัวกีดขวางการลงทุนหรือการดึงเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ประเทศไทยจะแข่งขันและสู้ประเทศอื่นไม่ได้
ทั้งนี้ แนวทางแก้ไขปัญหานี้มองว่า ไทยควรยกระดับหรือแก้กฎหมายให้เป็นดิจิทัลทั้งหมด โดยดูมาตรฐานจากต่างประเทศ เพราะที่ผ่านมาการให้อำนาจมากไป ทำให้การตีความไม่เป็นมาตรฐาน ซึ่งหากทำเป็นระบบดิจิทัลจะเป็นมาตรฐานยิ่งขึ้น เพราะปัจจุบันยอมรับว่าองค์กรต่างประเทศยังสนใจเข้ามาตั้งบริษัทในไทย แต่เจอกฎหมายที่ซับซ้อน หรือการขออนุญาตยุ่งยาก ที่เกี่ยวโยงกับการคอร์รัปชั่น ส่งผลให้ไทยไม่สามารถดึงดูดเม็ดเงิน FDI ได้
“ตัวเลข FDI ที่ผ่านมาเริ่มสร้าง Positive Surprise ให้จีดีพีไทย เพราะเกิดจากการย้ายฐานการผลิตมาในไทย แต่เราควรได้อานิสงส์มากกว่านี้ หากเราไม่โปร่งใส หรือเราไม่ทำอะไรเลย เราก็จะเป็นคนป่วยของเอเชีย”
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า คอร์รัปชั่นเป็นความไร้ธรรมาภิบาลที่เราต้องเผชิญร่วมกัน ไม่เพียงแต่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เผชิญ แต่ธุรกิจขนาดใหญ่ ประชาชนรากหญ้าต่างรับรู้ รับทราบ พบเจอมาทั้งกับตนเอง ปากต่อปากจากญาติสนิท คู่ค้า เพื่อนฝูงในชมรม สมาคมต่าง ๆ
สำหรับรูปแบบการถูกเรียกรับผลประโยชน์มิชอบ อาทิ ค่าใบอนุญาต ค่าปรับต่าง ๆ การติดสินบนจากการกระทำผิดกฎหมาย ส่วยร้านกลางคืน บ่อนการพนัน ยาเสพติด ค้ามนุษย์ หนีภาษี ส่วนแบ่งหรือเงินทอนจากการฮั้วงาน ประมูลงานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ กระทั่งการซื้อขายตำแหน่ง การยัดคดีเพื่อตบทรัพย์ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คือเรื่องจริงที่พบเจอในสังคมวงการธุรกิจ
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการปล่อยปละละเลยธุรกิจผิดกฎหมายที่มีผู้ประกอบการ ประชาชนบางคนรวมทั้งเจ้าหน้าที่ภาครัฐบางส่วนและนักการเมืองบางกลุ่มเป็นผู้คุ้มครอง สร้างปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม เป็นต้นทุนของผู้ประกอบการธุรกิจที่เพิ่มขึ้น กระทบทั้งโอกาสขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำและการแข่งขันของธุรกิจภาคเอกชนและขีดความสามารถของประเทศตกต่ำไปด้วย
“ปากต่อปากผู้ประกอบการปรับทุกข์กับผลกระทบความเชื่อมั่นทางการค้า การลงทุน ทั้งนักลงทุนไทยและต่างประเทศลดลงหนีไปลงทุนประเทศอื่น ๆ อีกทั้งทำให้ภาพลักษณ์ประเทศสะเทือนด้วยการสะท้อนวัฒนธรรม ธรรมเนียมปฏิบัตินอกระบบที่ขาดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองไทย”
นายแสงชัยกล่าวว่า การแก้ปัญหาและป้องกันการทุจริตต้องมีการสร้างความตระหนักรู้ ปลูกฝังให้มีวัฒนธรรมดีงาม สร้างพลเมืองธรรมาภิบาลในทุกระดับ พร้อมทั้งต้องมีกระบวนการหรือช่องทางชี้ช่องทุจริต การร้องเรียน การติดตาม ตรวจสอบ รายงานผลย้อนกลับ ลงโทษขั้นสูงสุด และสิ่งสำคัญคือ การบังคับใช้กฎหมายปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างเข้มงวด ตรงไปตรงมา
นอกจากนี้ ต้องมีการสำรวจ ศึกษา กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การขออนุญาตต่าง ๆ ที่มีการทุจริตคอร์รัปชั่นเพื่อการแก้ไขกฎหมายให้ทันสมัยและลดช่องว่าง รวมทั้งการปกป้องผู้ร้องเรียนหรือผู้เสียหายจากการกระทำทุจริต
“สิ่งสำคัญอีกด้าน คือ ช่วยกันส่งเสริมสนับสนุนและให้โอกาสนักการเมือง ข้าราชการ ที่ซื่อสัตย์สุจริต ประพฤติดีงาม ที่มีอยู่จำนวนมาก ได้มีบทบาทหน้าที่รับผิดชอบทำงาน เพื่อกลืนทุจริตชน ไม่ใช่ให้ทุจริตชนกลืนคนดี เพราะหากประชาชนยอมให้ภัยพิบัติที่ไม่ธรรมชาติกลายเป็นธรรมชาติ วัฒนธรรม ประเพณีอันเป็นมะเร็งร้ายของประเทศ เซาะกร่อนบ่อนทำลายแบบอย่างที่ดีงาม จะสร้างอนาคตให้ประเทศชาติสง่างามภาคภูมิใจในความเป็นพลเมืองคนไทยที่มีธรรมะ และธรรมาภิบาลในวิถีการดำรงชีวิตและสร้างเศรษฐกิจ สังคมไทยที่ยั่งยืน” นายแสงชัยกล่าว
นายชลัช ชินธรรมมิตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ของบริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) หรือ KSL เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า วิธีแก้เรื่องทุจริตหรือคอร์รัปชั่นความจริงแล้วง่ายมาก อย่างโรงงานน้ำตาลที่ต้องขอใบอนุญาตโรงงาน การขนถ่ายกากออกนอกโรงงาน การจดทะเบียนต่าง ๆ หน่วยงานรัฐแค่มีความโปร่งใส เปิดเผยข้อมูล เช่น รายงานข้อมูลในแต่ละวันบนเว็บไซต์ให้รู้ ว่าแต่ละวันให้ใบอนุญาตใครบ้าง กี่ราย ส่วนรายที่ยังรอการพิจารณาต้องบอกเหตุผล เช่น เอกสารไม่ครบ ระยะเวลาการรอกี่วัน
เพราะถ้าทุกอย่างถูกเปิดเผย ทำให้ตรวจสอบได้ จะแก้เรื่องทุจริตไปได้มาก และควรเอาเทคโนโลยีที่รัฐลงทุนหลายพันล้านบาทไว้มาต่อยอดใช้ให้ได้ประโยชน์ อย่างแอปทางรัฐที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลเอกชน หน่วยงานต่าง ๆ ได้มากมาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายและสามารถเริ่มได้เลย
นอกจากนี้ ยังต้องการให้ยกเลิกกฎหมายที่ไม่จำเป็นและขัดกันออกไป ส่วนจะออกกฎหมายใหม่เรื่องอะไรก็ควรให้โอกาสเด็กรุ่นใหม่ และประชาชนช่วยกันนำเสนอ ยอมรับว่าการแก้คอร์รัปชั่นเป็นเรื่องยาก แต่ต้องแก้ให้ได้เร็วที่สุด เพราะเรื่องนี้เป็นเส้นบาง ๆ ระหว่าง “สินบน” กับ “น้ำใจ” อยู่ที่ว่าใครตีความ เพราะในหลักเกณฑ์จริง ๆ ไม่มีใครเขียนไว้ว่าการคอร์รัปชั่นมีอะไรบ้าง
ด้านนายนิพนธ์ สมิทธาพิพัฒน์ อุปนายกสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เรื่องปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นของประเทศไทย สิ่งที่ภาครัฐควรที่จะดำเนินการอย่างจริงจัง คือ การดำเนินการตามกฎหมาย กฎระเบียบ ให้ชัดเจนโปร่งใส ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการนำเข้าสินค้าเกษตร วัตถุดิบพืชเกษตรที่เกี่ยวข้อง เน้นให้ความสำคัญในการดูแลสินค้าเกษตรและใช้พืชเกษตรในประเทศ อย่างไรก็ดี ต้องขึ้นอยู่กับภาครัฐว่าจะแก้ไขทุกภาคและดำเนินการได้อย่างไร หากดำเนินการได้ก็เป็นสิ่งดีในอุตสาหกรรม
นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยว่า กรณีดัชนีคอร์รัปชั่นไทยตกต่ำลง ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดและเป็นเรื่องแรก ๆ ที่รัฐบาลชุดใหม่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา และใช้โอกาสนี้ในการปฏิรูปประเทศ ลดปัญหาธุรกิจการเมือง หากทำได้ รัฐบาลมีโอกาสอยู่บริหารประเทศได้ยาว และมีผลต่อการเลือกตั้งครั้งถัดไปด้วย ถ้ารัฐบาลแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นไม่ได้ เศรษฐกิจไทยคงเติบโตยาก เนื่องจากบั่นทอนขีดความสามารถการแข่งขันประเทศ
“การคอร์รัปชั่นถือเป็นต้นทุนในกระบวนการขออนุญาต ซึ่งประเมินยากกว่าต้นทุนค่าแรงและวัตถุดิบ หากประเทศไหนที่ดัชนีคอร์รัปชั่นดีกว่าประเทศไทย นักลงทุนจะเลือกไปประเทศนั้น ถ้ารัฐบาลเดินหน้าจริงจัง ในช่วงดำเนินการอาจทำให้เศรษฐกิจนิ่งไปบ้าง เพราะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง และหากแก้ไขได้จริง เศรษฐกิจจะเดินหน้าได้เร็ว ซึ่งรัฐบาลต้องทำเป็นตัวอย่าง อย่าออกนโยบายเพื่อพวกพ้องที่เป็นการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย” นายสุนทรกล่าว
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานกรรมการ บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ไม่ว่าใครจะเป็นแกนนำรัฐบาล หากประกาศจัดการคอร์รัปชั่นเพียงเรื่องเดียว ประเทศเดินหน้า GDP เติบโตไม่ต่ำกว่า 3%
เศรษฐกิจเติบโตไม่ง่าย ประเทศไทยเปรียบเหมือนเป็นคนไข้โรคมะเร็งที่ลุกลามไปหลายจุด ต้องฉายแสง เพื่อหยุดเรื่องคอร์รัปชั่น เพราะกระทบในทุกจุด ทุกระบบ นโยบายต่าง ๆ จากรัฐบาลจะส่งผลได้เต็มประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อไม่มีการคอร์รัปชั่น
“เรื่องเดียวจบ ถ้าหยุดตรงนี้ ต้นทุนของทุกคนลดลง รายได้ทุกคนเพิ่มขึ้น ไม่ต้องจ่ายเบี้ยบ้ายรายทาง”
นายสุพันธุ์กล่าวว่า การขึ้นสู่อำนาจหรือตำแหน่งต่าง ๆ ในไทย หลายตำแหน่งมักผูกโยงกับการคอร์รัปชั่น จนนำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ ตามมา กัดกินจนฝังรากลึกและกลายเป็นวัฒนธรรม
“หลายคนพูดกันว่า ฝีมือไม่เกี่ยว อยู่ที่คุณเป็นคนของใคร แค่นี้ประเทศก็ตายแล้ว คนมีฝีมือก็ท้อ ทำแทบตายไม่ได้รับการพิจารณา อีกคนวัน ๆ นั่งอยู่หน้าห้อง คอยดูแลผู้ใหญ่และได้เลื่อนขั้น” นายสุพันธุ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และเครือข่าย “กกร. และเพื่อนไม่ทน” ได้ออกมาเคลื่อนไหวและเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการยกระดับมาตรการต่อต้านคอร์รัปชั่น และขับเคลื่อนคณะทำงาน Zero Corruption อย่างจริงจัง ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา เพราะสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศและขีดความสามารถในการแข่งขัน
พร้อมเสนอให้เร่งเชื่อมโยงข้อมูลข้ามหน่วยงานรัฐ เพื่อให้มี Data Bureau เกิดการบังคับใช้ได้อย่างเป็นระบบ โดยประสานหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กรมศุลกากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เป็นต้น เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล-หน่วยงานบังคับใช้-ภาคเอกชน
รวมถึงการผลักดันการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data) เพิ่มความโปร่งใสและการเข้าถึงข้อมูล และเปิดช่องทางร้องเรียนที่ปลอดภัย สะดวก รวดเร็ว และคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับเฟสต่อไปที่ กกร. และเพื่อนไม่ทน จะดำเนินการ คือการสำรวจข้อมูล “10 สินบนที่ภาคเอกชนต้องจ่าย” เนื่องจาก “สินบน” กลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่เป็นธรรม ขณะที่ความไม่โปร่งใสในหน่วยงานรัฐทำให้ภาคเอกชนต้องจ่ายใต้โต๊ะเพื่อให้ได้ใบอนุญาต อนุมัติ จนเกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันทางธุรกิจ
แหล่งข่าวระดับสูงจากสถาบันการเงินรายหนึ่งให้ข้อมูลว่า ปัญหา “ทุจริตคอร์รัปชั่น” เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยที่ตกต่ำมานาน ซึ่งจะต้องรู้รากของปัญหาว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมีทั้ง “ผู้รับ” และ “ผู้ให้” ดังนั้น การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นโดยเฉพาะในหน่วยงานกำกับและตรวจสอบจะต้องเอาจริง ขณะที่ผู้ชี้เบาะแสจะต้องได้รับความปลอดภัย เพราะปัญหาคอร์รัปชั่นถือเป็นการฉ้อโกงอย่างหนึ่ง
ทั้งนี้ การตรวจสอบต้องเริ่มจากการสำแดง (Declare) สินทรัพย์ให้หมด หาก Financial Asset ไหนไม่มีแหล่งที่มาที่ไป หรือไม่สามารถชี้แจงได้ หน่วยงานกำกับจะต้องมีบทลงโทษเพื่อให้เป็นตัวอย่าง เช่น กฎหมายประเทศอินเดีย ที่มีการยกเลิกธนบัตร ซึ่งเป็นมาตรการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นและขจัดผู้ถือครองเงินที่มาจากทุจริตคอร์รัปชั่นออกนอกระบบ เป็นต้น
“แม้ว่าเราจะถูกมองว่าเป็น คนป่วยของเอเชีย แต่คนป่วยมีหลายโรค ป่วยเรื้อรัง ป่วยใกล้ตาย ในทางกลับกันเราก็มีดีหลายอย่าง แต่คอร์รัปชั่นเป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องเร่งแก้ปัญหา อุดรูรั่ว และทำให้โปร่งใส ซึ่งในภาคสถาบันการเงิน เราก็ต้องบาลานซ์เรื่องข้อมูลความลับลูกค้า ซึ่งจะต้องอาศัยอำนาจของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง) ในการเชื่อมโยงข้อมูล และตรวจสอบทุกจุดที่มีการโอนเงินขาออกและขาเข้าประเทศเพื่อปิดรอยรั่ว โดยเฉพาะการโอนผ่านคริปโต และ USDT ไปยังแหล่งอื่นต่อ”
อ่านข่าวต้นฉบับ: คอร์รัปชั่นโจทย์ใหญ่รัฐบาล เพิ่มต้นทุนธุรกิจ-ฉุดเชื่อมั่นนักลงทุน